ระบบประกันสังคมในไทยจะเป็นระบบแบบการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข ซึ่งผู้ประกันตนจะต้องจ่ายเงินเข้ามาเก็บไว้ที่กองกลาง แล้วนำมาเฉลี่ยแบ่งกันใช้ในรายจ่ายที่จำเป็นต่าง ๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาล เงินเกษียณในยามชรา
มีหลักคิดสำคัญคือ คนมีมากช่วยคนมีน้อย คนแข็งแรงช่วยคนเจ็บป่วย คนวัยทำงานช่วยคนเกษียณให้ได้บำนาญในยามชรา เป็นหลักที่ทุกคนจะต้องช่วยกันออกเงินเข้ากองกลางเพื่อประกันอนาคตทุกคนร่วมกัน มีข้อดีคือเป็นระบบที่ส่งเสริมความสามัคคีให้สังคมคอยช่วยเหลือกันเอง แต่ก็มีจุดน่าเป็นห่วงคือ ผลตอบรับจากการลงทุน โดยวิธีการออมแบบนี้อาจทำให้ได้รับผลตอบแทนที่ได้รับจากการออมน้อยกว่าการออมแบบอื่น เนื่องจากจำเป็นต้องเฉลี่ยเงิน
อีกประเด็นที่ต้องคำนึงถึงคือปัญหาสเถียรภาพของกองทุน เนื่องจากเงินที่นำมาใช้สำหรับการเกษียณจะมีที่มาจากกองกลาง ซึ่งต้องพึ่งกระแสเงินเข้าจากเงินสมทบหรือเงินออมของแรงงานที่กำลังทำงานเป็นสำคัญไม่ได้โฟกัสอยู่กับแค่ส่วนที่ตัวเองออมเอาไว้ อาจทำให้กระแสเงินเข้าอาจไม่พอกับกระแสเงินออก เพราะจำนวนคนชรามากขึ้น มีอายุยืนขึ้น และอยู่รับเงินบำนาญนานขึ้น ในขณะที่แรงงานรุ่นใหม่มีจำนวนน้อยลงทำให้เงินเข้าน้อยลง อาจเกิดเป็นภาวะเงินหมดขึ้นมาได้
หลักสำคัญของการวางแผนการเกษียณอายุ คือการพึ่งตนเอง วางแผนก่อนชนะก่อน วางแผนไวยิ่งได้เปรียบ
ถึงแม้ว่าระบบประกันสังคมของประเทศไทยจะไม่สามารถให้ผลตอบแทนที่เทียบเท่ากับระบบประกันสังคมของประเทศสิงคโปร์ แต่เราก็ยังสามารถที่จะสร้างแผนการเกษียณที่มั่นคงของเราเองได้และยังให้ผลตอบแทนที่เทียบเท่าหรือมากกว่าผลตอบแทนของ CPF ถึงแม้ว่าจะอยู่ที่ประเทศไทย
วางแผนเกษียณแบบไหนดี
ระบบประกันสังคมในไทยเน้นการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข จึงมีข้อจำกัดในด้านผลตอบแทนและเสถียรภาพในระยะยาว ขณะที่การ วางแผนเกษียณ แบบ CPF ของสิงคโปร์เน้นการออมรายบุคคล ให้ผลตอบแทนสูงกว่า มีเสถียรภาพและยืดหยุ่นในการลงทุนมากกว่า เหมาะกับการพึ่งตนเองในระยะยาว แม้เราจะอยู่ในประเทศไทย ก็สามารถนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้กับการ วางแผนเกษียณ และ การวางแผนการเงิน ส่วนบุคคล เพื่อสร้างอนาคตวัยเกษียณที่มั่นคงและมีอิสรภาพทางการเงินได้เช่นกัน
วางแผนเกษียณแบบผลตอบแทนดีกว่า

